ข้อคิดจากทีวี

posted on 18 Jun 2007 08:55 by miriin

ฉันเป็นคนที่ติดรายการช่อง series พอสมควร นอกจาก series แล้ว ฉันยังติดพวก show ต่าง ๆ อีกด้วย ฉันชอบดูความคิดของผู้คนจากรายการเหล่านั้น

รายการ The Apprentice เป็นรายการสัมภาษณ์งานระยะยาวเพื่อเข้าทำงานกับ Donald Trumpโดยให้แต่ละคนผลัดกันเป็น Project Manager ใครทำเงินไม่ได้ ทำงานไม่ดีก็จะตกรอบไป

คราวนี้เป็นการจับคู่แข่งขันกันทำ Project :Trump International Hotel & Towers II ..Las Vegas โดยให้แต่ละทีมดำเนินการนำเสนอ Presentation ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ไปตลอดจนถึงการทำตลาด..

ทีมแรก.. เป็นการจับคู่ของ Jame กับผู้หญิงอีกคน (อยู่ดี ๆ ก็จำชื่อไม่ได้แฮะ)ฉันมองว่าสองคนนี้เป็นคนเก่งทั้งคู่ เนื่องจากมีทั้งความเป็นผู้นำ ความยืดหยุ่นในการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์สูง และยังสามารถลงมือทำงานเองได้ด้วยดังนั้น ในการ Present ครั้งนี้ ทั้งคู่จึงผ่านฉลุย พร้อมกับคำชมเชยมหาศาลจาก Donald Trump

ปัญหาอยู่ที่ทีมที่ 2 กับ 3 ต่างหาก..

ทีมที่ 2..คือการจับคู่ของ Kristine กับ Nicole จากภาพรวมในรายการ Kristine ทำงานตลอดทั้งคืนร่วมกับทีมงานเสริมของรายการ มีบางช่วงที่ Nicole นอนหลับไปทั้ง ๆ ที่งานยังไม่เสร็จ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Kristine ที่จะดูแลกระบวนการส่วนที่เหลือต่อไป

โดยส่วนตัวแล้ว จากที่ผ่านมาในรายการ ฉันไม่ค่อยชอบ Nicole เท่าไหร่นักแต่ฉันก็พยายามที่จะไม่ปีนบันไดทางความคิด ฉันเลยคิดว่า.. OK.. Nicole อาจจะทำงานในส่วนของเขาเสร็จแล้วก็ได้ อาจจะมีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน Nicole จึงสามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวล

และแล้วในวัน Present ก็เกิดเรื่องกับทีมนี้ขึ้นจนได้.. Nicole ไม่สามารถเปิดโปรแกรม PowerPoint เพื่อนำเสนอผลงานได้ และเริ่มมีอาการ panic เล็ก ๆ เมื่อไม่สามารถจัดการกับปัญหาคอมพิวเตอร์เบื้องต้นได้ จนในที่สุด..Trump (ผู้ซึ่งบางทีก็ดูเหมือนไม่ค่อยจะมีความอดทนสักเท่าไหร่นัก) ก็เริ่มมีคำตำหนิเรื่องการ Presentประมาณว่าไม่เคยเจอการ Present งานที่ไม่มีความพร้อมขนาดนี้มาก่อนและให้ Jameเข้ามาช่วยเปิดโปรแกรมให้ (ฉันมองว่าช่างเป็นการหักหน้ากันอย่างแรงจริง ๆ) เมื่อเปิดโปรแกรมได้ Kristine ก็เริ่มนำเสนอผลงาน แต่แล้วก็เกิดปัญหาขึ้นอีกจนได้.. เมื่อ Trump สังเกตเห็นว่าเบอร์โทรศัพท์ใน Brochure ไม่ตรงกัน จึงทำการหักหน้าทีมนี้เป็นครั้งที่ 2 (หลังจากที่ด่ามาหลายคำแล้ว) ด้วยการให้ Jame พา Nicole ออกไปนอกห้องเพื่อเช็คหาเบอร์โทรที่ถูกต้อง เมื่อทราบเบอร์โทรที่ถูกต้องแล้ว Nicole ก็บ่นว่าเป็นความผิดพลาดร้ายแรงของ Kristine ที่ไม่ตรวจสอบเบอร์โทรก่อนนำเสนอผลงาน (ฉันคิด : แล้วทำไมแกไม่ตื่นมาช่วยเขา prove วะ..ห๊า?) ส่วน Kristine ที่อยู่ในห้องก็ถูก Trump ตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับ Nicole เมื่อการ Present จบลง Trump สรุปว่าไม่พอใจเรื่องเบอร์โทรศัพท์ที่ผิดพลาดมาก รวมไปจนถึงวิธีการ present ที่ติดขัดอยู่ตลอดเวลานั่นด้วย

ทีมที่ 3.. คือ Heidi ดาวเด่นของ Trumpกับผู้ชายที่มาจากบรองซ์ (ฉันจำชื่อเขาไม่ได้.. เนื่องจากฉันมองไม่เห็นความเป็นผู้นำในตัวเขา ประกอบกับไอเดียก็งั้น ๆ แถมบางคราวยังทำให้ทีมแพ้ซะอีก สิ่งเดียวที่ฉันมองว่าเขาเจ๋งก็คือ การที่เขาต่อสู้เพื่อตัวเองในห้องประชุมเท่านั้น) ทีมนี้ดูจะมีความมั่นใจสูง แต่เรื่องกลับกลายเป็นว่า Brochure ที่ทีมนำเสนอไม่เข้าตาคณะกรรมการเลย (ในสายตาฉันยังว่าแย่เลย ^^")แถม Heidi ผู้ซึ่งต้องเป็นคน Present กลับยืนนิ่งเฉย ไม่ค่อยจะพูดอะไรตลอดช่วง 2 นาทีครึ่งนั้น สุดท้าย Trump ก็วิจารณ์เรื่อง Brochure ซะเละ และเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำ Brochure นั้น Heidi ผู้ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้พยายามจะโยนความผิดไปให้อีตาบรองซ์ซะ ทำให้การตอบในแต่ละคำถามกลับดูวกไปวนมา พูดจาไม่รู้เรื่องหนักเข้าไปอีก

Trump จึงตัดสินใจให้ Heidi ตกรอบไปซะ แต่คำตัดสินต่อมาก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนในห้องประชุม (รวมทั้งฉันด้วย) คือ Trump ให้Kristine ตกรอบไปด้วยเช่นกัน แบบไม่ต้องให้มีการอธิบายหรือชี้แจงใด ๆด้วยข้อหาเรื่องเบอร์โทรที่ผิดพลาด..ฉันไม่แปลกใจที่ Kristine ถูกไล่ออก เนื่องจากฉันเองก็คิดเหมือนกันว่ามันเป็นความผิดพลาดแบบที่อภัยให้กันไม่ได้จริง ๆ ถ้าเกิดเบอร์ที่ผิดดันเป็นเบอร์ของคู่แข่งขององค์กรคุณล่ะ? มันก็เหมือนกับการเตะหมูเข้าปากหมายังไงยังงั้น..แต่สิ่งที่ฉันประหลาดใจคือไล่ออกทีเดียว 2 คนเลยหรือ?

สรุปคือ.. ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน หรือเป็นคนเก่งเพียงใดก็ตาม แต่ในบางสถานการณ์ความถูกต้องกลับเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า.. เห็นได้จากการที่ Trump เก็บ Nicole เอาไว้ก่อนทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่า Nicole ก็ไม่ได้มีศักยภาพอะไรมากมายนักถ้าเทียบกับ Kristine..

ฉันนึกถึงงานในอดีตชิ้นนึงที่ฉันรับช่วงมาทำต่อจากหัวหน้าอีกที.. ด้วยความด้อยประสบการณ์ทั้งในเรื่องของคนและเรื่องของงานประกอบกับศึกษาเงื่อนไขทางธุรกิจไม่ละเอียดพอ แถมยังไม่มีการเตือนความจำให้กับตัวเองจึงทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น ฉันรับโทษพร้อมกับพี่อีกคน ข้อหาคือเพราะฉันเป็นผู้ปฏิบัติงาน ส่วนพี่อีกคนเป็นคนควบคุมดูแลการทำงานของฉัน พวกที่เหลือไม่เกี่ยวเพราะอาวุโสน้อยกว่าฉัน ส่วนหัวหน้าคนนั้นรอดตัวไปตามระเบียบฉันสามารถติดตามแก้ไขได้เกือบทั้งหมด ยกเว้นลูกค้ารายหนึ่งที่ปัจจุบันนี้แม้แต่หัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าคนนั้นก็ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาที่ฉันก่อขึ้นมาได้อยู่ดี และแล้วเรื่องราวก็เงียบไป อืม.. น่าคิด..

ฉันได้เรียนรู้มากมายจากความผิดพลาดในครั้งนั้น รวมทั้งข้อหาอื่น ๆ ที่ได้รับมาอีกเป็นระยะ ๆ ทำให้ทุกวันนี้ฉันกลายเป็นคน "ต้องคิดให้ครบ" แต่ฉันก็ยังเป็นคน บางคราวงานเยอะระยะเวลาทำงานน้อยและถูกบังคับว่าต้องเสร็จ มันก็ยังคงมีผิดบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ข้อหาร้ายแรงอะไรนัก สามารถติดตามแก้ไขได้ หรือรู้ตัวก่อนปล่อยงานออกไป.. วันนี้ฉันจะใส่คำว่า "ความถูกต้อง" เพิ่มเข้าไปในความคิดของฉันให้มากกว่าเดิม..

อีกา นกเขา และแมว

posted on 13 Jun 2007 12:31 by miriin

วันนี้.. ฉันออกจากบ้านพร้อมพี่สาว ฉันจึงพอจะมีเวลาชื่นชมธรรมชาติยามเช้าบ้าง.. (แต่ก็ยังไม่ค่อยจะตื่นเท่าไหร่นัก)

เงยหน้าขึ้นมาก็สบสายตากับคุณกา 3 ตัว ยืนเกาะสายไฟอยู่หน้าบ้าน ขนาดตัวเท่ากันเดียะ ขนดำเป็นมัน สวยเชียวล่ะ

เอ.. เจ้าการออะไรอยู่น๊า?

อืม.. สงสัยจะรอฉันออกจากบ้าน จะได้ลงมากินข้าวสวย ๆ ที่พ่อฉันขยันหมั่นโปรยไว้ให้นกกิน จนทุกเช้าบ้านเราจะเต็มไปด้วยนกเขาเกือบ 20 ตัวได้ (มีวันนึงเขามากันพร้อม ๆ กัน ฉันนับได้ประมาณนั้นจริง ๆ)

อ้าว.. แล้วฝูงนกเขาขาประจำล่ะไปไหน? ฉันก็เลยแหงนหน้ามองหา แล้วก็เจอประมาณ 7-8 ตัวได้ ยืนคุมเชิงคุณกาอยู่บนหลังคาบ้านนั่นเอง

ใครจะได้กินข้าวล่ะเนี่ย? อยากรู้จัง

และแล้ว.. ก็มีคุณเหมียวเดินนวดนาดออกมาจากไหนไม่ทันเห็น (มัวแต่แหงนหน้าไปมา) มากินข้าวเฉยเลยแฮะ คุณกาก็เลยบินไปเล่นกันบนหลังคาข้างบ้าน ส่วนฝูงนกเขาก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ เอียงคอมองหน้ากันไปมา

ฉันตื่นเต็มตาเอาตอนนี้เอง ขำ.. ตาอิน ตานา กับตาอยู่.. ครบสูตรเป๊ะ

6 มิ.ย.50

FRIENDLY MATCH : THAILAND VS NETHERLANDS

เริ่มจาก.. ตื่นแต่เช้า เลือกใส่เสื้อเชิ้ตสีส้ม เตรียมตัวพักร้อน เพื่อไปตามหาหัวใจสีส้ม มีชีวิตการทำงานปกติ แต่เริ่มจะตื่นเต้นตอน 15.20 น. กับปัญหาเร้าใจต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาทำให้ไม่สามารถลางานได้อย่างที่ตั้งใจ

17.30 น. เซ็งกับเรื่องงานมาก บวกกับอารมณ์ผิดหวังไม่ได้ไปดูบอลจนทนอยู่ในออฟฟิศไม่ได้ รีบกลับบ้านทันที ถึงบ้านกินข้าวเย็นมื้อเล็ก ๆ ได้หนึ่งมื้อ

18.50 น. ตัดสินใจได้อีกที หลังจากที่ฟุ้งซ่านมานาน ออกจากบ้านไปใหม่ ดีกว่าไม่พยายามทำอะไรเลย มันต้องได้ดูซิน่า..

และแล้วก็ได้บัตรมา ดีใจสุดขีด (หน้าตายังสงบนิ่งอยู่.. อายุเริ่มเยอะ เลยต้องมีฟอร์มสักเล็กน้อย ^^") จากนั้นก็วิ่งสุดชีวิตเข้าไปในสนาม (เลิกเก็กดีกว่า)พอไปถึง.. โอว.. จองผิดที่ป่าวเนี่ย? มีแต่ชาวสีส้มเต็มไปหมด หัวดำ ๆ อย่างเรามีไม่ถึง 20 ชีวิต ถึงใจจะรักฮอลแลนด์แค่ไหน แต่เวลาดูในสนามมันต้องอยู่ฝั่งทีมชาติไทยนี่นา มันถึงจะสนุกเข้มเต็มอารมณ์

แล้วก็มองหา Van Basten.. เห็นแล้วล่ะ.. ในระยะไม่ใกล้ ไม่ไกล แล้วก็จ้องเกือบจะตลอดครึ่งแรก แทบจะไม่ได้ดูเกมส์ในสนามเลย พอฮอลแลนด์ยิงเข้า ก็ตบมือเปาะแปะ มีเฮเล็กน้อย ไม่กล้าลีลามาก

สิ่งที่ลืม.. คือลืมเอากล้องไป บ้าบอดีไหม? แต่ไม่เป็นไร ยังไงก็ยังได้หายใจในอากาศเดียวกันล่ะน่า..

ครึ่งหลัง.. หลังจากที่ซิโก้ลงสนาม เกมส์เริ่มวูบวาบมากขึ้น เลยไม่ค่อยได้สนใจพี่โก้-Basten เท่าไหร่นัก กลับมาลุ้นเกมส์ในสนามแทน (บอกแล้ว.. ยังไง Subconscious ก็เชียร์คนไทย)ณ นาทีที่ตะวันยิงฟรีคิกเข้าไป.. ฉันก็กรี๊ดแบบลืมตัวลืมตายไปเลย..ในที่สุดเราก็ทำได้.. ยะฮู๊..แต่ก็ยังคงดื่มด่ำกับพี่โก้-Basten เป็นระยะ ๆ ได้เห็นดีกรีอาการกริ้วที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากที่นั่งพิง เหยียดขาอย่างสบายอารมณ์ ก็เริ่มลุกยืนบ่อยขึ้นเท้าสะเอวแบบกางปีก (ปกติจะเท้าสะเอวแบบสบาย ๆ) สุดท้ายขาเริ่มกระดิก หน้าเริ่มเหม็นเล็กน้อย กระหน่ำเปลี่ยนตัวผู้เล่นตลอดครึ่งหลังเฮียแกก็พยายามเก็บอาการน่าดูนะ แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาของฉันอยู่ดี..

จบเกมส์.. ไม่ยอมลุกไปไหน รอชื่นชมพี่โก้-Basten จนวินาทีสุดท้าย พอพี่โก้พ้นจากสายตาปุ๊บ ฉันก็กลับบ้านปั๊บเหมือนกัน พอออกประตูมาได้ก็เจอรถบัสคันหนึ่ง ในใจคิด "ใช่ไหมหนอ?.. ไม่หรอกมั้ง..หิวอีกแล้ว.. กลับบ้านดีกว่า" เดินเลยออกมาอีก ก็เจอรถบัสอีกคัน สะดุดกับชื่อที่แปะหน้ารถ คิดอีก "เอ.. หรือว่าคันนี้หว่า?" (ยังไม่เลิกฟุ้งซ่าน) แล้วก็มองต่ำลงมาระดับสายตา "เฮ้ย.. ทำไมมีคนมายืนออ ๆ อยู่ฟะ?" คิดยังไม่ทันเสร็จ ขาก็ก้าวไปประชิดติดตัวพี่ Guards เสียแล้ว "เอาวะ.. ไม่ฮอลแลนด์ ก็พี่ไทยล่ะงานนี้" และแล้วความฟุ้งซ่านก็เป็นจริง สมาชิกทีมฮอลแลนด์เริ่มทยอยมาขึ้นรถทีละคน คอยซ์ตัวจริงแลดูน่ารัก ทำให้ฉันทำเป็นลืม ๆ ไอ้ที่เคยด่าไว้ก่อนหน้านี้, ไฮทิงก้า ก็ดูดี ขึ้นรถได้ก็โทรศัพท์ตลอด คนนี้ได้สบตากันด้วย (แว๊บนึง) พอจะนึกภาพคนแก่เขินกันออกไหม๋? นั่นละฉันเอง(เขาไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยหรอก ฉันเพ้อไปเอง)สุดท้ายจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ชายคนที่ฉันชื่นชม เขาเดินมาขึ้นรถด้วยความเร็วสูง ฉันถ่ายรูปเขามาได้แค่ช่วงลำคอเท่านั้นเอง (บ้าที่สุด) แต่ฉันถือว่าได้เห็นเขาในระยะใกล้เกินความคาดหมาย (แค่มีอีกหนึ่งคนคั่นกลางเท่านั้นเองนะ)

อืม.. ระหว่างรอ ฉันแอบคิดว่าจะแกล้งเป็นลมดี หรือแกล้งทำเป็นสะดุดล้มดีไหมหน๊อ? แต่แล้วก็นึกได้ว่า.. ถ้ามันไม่เป็นไปตามแผนล่ะ? แทนที่จะเป็นพี่โก้ให้ความช่วยเหลือ กลับกลายเป็นพี่ Guards ทั้ง 20 นายล่ะ จะทำยังไง? ฉันก็เลยต้องล้มเลิกแผนชั่วไปโดยปริยาย

เรื่องเหลือเชื่อ : แปลก 1.. ทำไมรถไม่ติดเลย ฉันถึงบ้านเร็วมาก ทั้งที่ระยะทางระหว่างที่ทำงานกับที่บ้านก็ไม่ใช่น้อยเลย

แปลก 2.. ซื้อบัตรได้อย่างง่ายดาย เกินความคาดหมาย ตอนที่ตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้านั่น คาดว่าคงจะได้กลับบ้านมากกว่า เพราะจวนเจียนเวลาเต็มที

แปลก 3.. ความฟุ้งซ่านของฉัน ทำไมมันถึงเป็นความจริงไปได้ ปกติมันจะเป็นแค่ความฝันไม่ใช่หรือ?

Ps. ก่อนหน้านี้.. ฉันโม้กับเพื่อนและพี่ที่ทำงานว่า "ฉันจะไปตามหาหัวใจ" โดนโห่ฮิ้วไปหลายยก.. ฉันให้เหตุผลสุดแสนลิเกเข้าไว้ว่า "คุณเคยชื่นชมใครมาตลอดเกือบ 20 ปี หรือเปล่า (ยกเว้นพ่อกับแม่นะ) แล้วเขาคนนั้นก็ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินผืนเดียวกับคุณ แต่วันนี้เขามาหาคุณ (เข้าข้างตัวเอง) ถึงที่นี่ ประเทศไทย แล้วคุณจะไม่ไปตามหาความฝันคุณหรอกหรือ?" ฮู้ย.. ฮา.. บ้าบอกันไปทั้งฝ่าย

เมื่อวาน.. ช่วงบ่ายแก่ ๆ ฉันจ๋อยมากไป ทำให้บรรยากาศมาคุเล็ก ๆ

วันนี้.. ฉันกลับมาเล่นลิเกอีกรอบ เรียกเสียงหัวเราะยามเช้าเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการสู้งานวันนี้.. (ที่ฝ่ายชอบลิเกที่ฉันเป็นคนเล่น)ฉันบอกว่า "ฉันได้ไปเจอหัวใจฉันแล้ว ได้ไปยืนบนผืนดินเดียวกันแถมฉันยังได้ 'ดม' เขาอีกต่างหาก.." (ฉันหื่นดีไหม๋?) คราวนี้ทั้งฝ่ายรุมเล่นงานฉันต่าง ๆ นานา หาว่าฉันไม่มีความเป็นกุลสตรีบ้างล่ะพาลว่าไปถึงพี่โก้อีกแน่ะ แต่ฉันรู้นะว่าพวกเนี้ยะ.. "ขี้อิจ'" ^__________________^,